Admin4 No Comments

ฎีกาภาษี โลกไม่ลืม

ขายที่ดินได้เงิน 3.5 ล้าน แต่ต้องเสียภาษีเงินได้ 4.23 ล้านบาท
คดีภาษีแรก(เท่าที่ผู้เขียนทราบ)ที่ศาลงดเงินเพิ่ม และสรรพากรไม่เก็บเบี้ยปรับ

 

โจทก์ขายที่ดินให้พี่ชายร่วมบิดามารดาในราคา 3.5 ล้านบาท เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งราคาประเมินทุนทรัพย์ตารางวาละ 4,000 บาท และเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ภาษีเงินได้ อากรแสตมป์จากราคาประเมิน 3.15 ล้านบาท ต่อมากรมที่ดินแจ้งว่า ราคาประเมินที่ถูกต้องคือตารางวาละ 45,000 บาท คิดเป็นราคาประเมิน 35.49 ล้านบาท เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งราคาประเมินต่ำและคำนวณภาษีขาดไปมหาศาล ใครต้องรับผิดชอบ ศาลงดเงินเพิ่มได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5450/2561 เรื่องราวมีดังนี้

◾️ 28 เมษายน 2548  โจทก์จดทะเบียนขายที่ดิน(ระหว่างสัญญาเช่า) ให้ พันตรี ส. พี่ชายร่วมบิดามารดาในราคา 3.500,000 บาท เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินตารางวาละ 4,000 บาท คิดเป็นราคาประเมินทุนทรัพย์ 3,154,800 บาท และเรียกเก็บค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย 122,740 บาท ค่าอากรแสตมป์ 17,505 บาท ค่าธรรมเนียม 63,096 บาท รวม 203,341 บาท

◾️ สำนักงานที่ดินฯ ตรวจสอบพบว่า กรมธนารักษ์แจ้งยกเลิกราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินแปลงที่โจทก์ขายและประกาศราคาใหม่เป็นตารางวาละ 45,000 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2548 เป็นต้นไป ทำให้ราคาประเมินที่ถูกต้องคือ 35,492,500 บาท

◾️ 17 มิถุนายน 2548 สำนักงานที่ดินแจ้งเรียกเก็บค่าภาษีเงินได้เพิ่ม 4,115,984.98  บาท อากรแสตมป์เพิ่ม 159,958 บาท และค่าธรรมเนียมเพิ่ม 646,734 บาท  

◾️ 28 มิถุนายน 2548 โจทก์อุทธรณ์ไปยังกรมที่ดินว่าการแก้ไขราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินจากตารางวาละ 4,000 บาทเป็น 45,000 บาทไม่ใช่ความผิดของผู้ซื้อและผู้ขาย โจทก์ไม่มีเงินชำระค่าภาษีอากรค่าธรรมเนียมเพิ่ม ขอเสียตามเดิม มิฉะนั้นก็ให้เพิกถอนการขายที่ดินของโจทก์ และขอคืนค่าภาษีและค่าธรรมเนียม

◾️ 10 มีนาคม 2549 กรมที่ดินยืนยันการจดทะเบียนขายที่ดินชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุเพิกถอน ให้โจทก์และพันตรี ส. ชำระภาษีเงินได้ อากรแสตมป์และค่าธรรมเนียมเพิ่ม

◾️ โจทก์และพันตรี ส.ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครกับพวกต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขายที่ดิน และเพิกถอนคำสั่งเก็บภาษีเงินได้ อากรแสตมป์ และค่าธรรมเนียมเพิ่ม

◾️ ศาลปกครองกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินและเพิกถอนหนังสือเรียกให้เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

◾️ ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาแก้เป็นไม่เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดิน

◾️ โจทก์ฟ้องศาลแพ่ง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาขายที่ดิน ศาลยกฟ้อง

◾️ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ศาลพิพากษายืน (ยกฟ้อง)

◾️ โจทก์ฎีกา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

◾️ 5 พฤศจิกายน 2557 เจ้าพนักงานประเมิน กรมสรรพากรแจ้งให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้เพิ่ม 4,115,984.98 บาท เงินเพิ่ม 4,115,984.98 บาท รวม 8,231,969.96 บาท โดยไม่เรียกเก็บเบี้ยปรับ

◾️ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้และเงินเพิ่ม รวม 8,231,969.96 บาท

ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าภาษี 4,115,98 บาท แต่งดเงินเพิ่มให้ทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากเหตุที่ชำระภาษีไม่ครบถ้วนไม่ใด้เกิดจากความผิดของโจทก์ กรณีจึงมีเหตุงดเงินเพิ่มแก่โจทก์

 

ในการขายอสังหาริมทรัพย์ กฎหมายกำหนดให้ผู้ซื้อมีหน้าที่หักภาษีเงินได้และนำส่งเจ้าพนักงานที่ดินผู้จัดเก็บภาษีแทนกรมสรรพากร แต่ในทางปฏิบัติประชาชนทั่วไปย่อมไม่ทราบวิธีคำนวณภาษีที่สลับซับซ้อนนี้ เจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้คำนวณภาษีให้ แต่ในทางกฎหมายถือว่าเจ้าพนักงานที่ดินเพียงอำนวยความสะดวก ผู้จ่ายเงินยังคงมีความรับผิดชอบในหักภาษีเงินได้และนำส่งให้ครบถ้วน ปัญหาในคดีนี้ก็คือ เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งราคาประเมินทุนทรัพย์ต่ำกว่าราคาประเมินที่ถูกต้องอย่างมาก ซึ่งหากผู้เสียภาษีทราบว่าต้องเสียภาษีอากรในการโอนสูงกว่าราคาขาย ย่อมไม่เกิดการขายขึ้นอย่างแน่นอน

 

ในคดีนี้ ผู้เสียภาษีต่อสู้ว่า ควรเสียภาษีจากเงินที่ได้รับจากการขายที่ดินจริงคือ 3.5 ล้าน ซึ่งเป็นข้อกฎหมายตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรไม่ใช่เสียจากราคาประเมินทุนทรัพย์ 35.49 ล้านตามการประเมิน ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 49 ทวิ บัญญัติให้การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลธรรมดาใช้ราคาประเมินเป็นราคาขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในการใช้กฎหมาย มาตรา 39 เป็นบททั่วไป ส่วนมาตรา 49 ทวิเป็นบทเฉพาะ ต้องใช้ตามบทเฉพาะตามที่ศาลตัดสิน

 

สำหรับประเด็น ศาลมีอำนาจงดหรือลดเงินเพิ่มได้หรือไม่นั้น ในคดีนี้ ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง เห็นว่า “เงินเพิ่มเป็นบทบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายเช่นเดียวกับเบี้ยปรับ แต่เป็นกรณีบังคับแก่ผู้ไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลา เป็นค่าขาดประโยชน์ที่รัฐต้องเสียไป เมื่อไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามไว้ เรื่องการงดหรือลดเงินเพิ่ม ทั้งเป็นกรณีที่ศาลอาจใช้ดุลพินิจให้เป็นคุณประโยชน์แก่ประชาชนที่ให้ความร่วมมือกับรัฐในการตรวจสอบและเสียภาษีหรือการกระทำการใดที่ศาลเห็นว่ามีเหตุอันสมควร ศาลอาจใช้ดุลพินิจงดหรือลดเงินเพิ่มได้” แต่ศาลภาษีอากรกลางมิได้งดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากรไม่ได้เรียกเก็บเบี้ยปรับจากโจทก์ แต่อย่างใด ศาลเห็นว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว จึงยังไม่มีเหตุอันควรงดหรือลดเงินเพิ่มให้โจทก์อีก

 

แต่ในส่วนของศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชำระภาษี แต่งดเงินเพิ่มให้ทั้งหมด โดยมีความเห็นว่า เหตุที่ชำระภาษีไม่ครบถ้วนไม่ใด้เกิดจากความผิดของโจทก์ จึงมีเหตุงดเงินเพิ่ม

 

ตั้งแต่การใช้บทบัญญัติเงินเพิ่มตามมาตรา 27 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2528  เป็นต้นมา ผู้เขียนยังไม่เคยพบคดีภาษีสรรพากรที่ศาลพิพากษางดเงินเพิ่ม ตามแนวคำพิพากษาก่อนหน้านี้ ศาลและกรมสรรพากรมีแนวคิดสองคล้องกันว่า เงินเพิ่มงดไม่ได้เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจลดแก่ศาล แต่ตามคำพิพากษาคดีนี้ มีการตีความว่า กฎหมายก็มิได้ห้ามศาลด้วยเช่นกัน และศาลเห็นว่า เงินเพิ่มก็เป็นบทบัญญัติเช่นเดียวกับเบี้ยปรับ หากมีเหตุอันสมควร ศาลอาจใช้ดุลพินิจงดหรือลดได้

***สำหรับผู้เสียภาษี เพื่อป้องกันการผิดพลาด ผู้ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ห้องชุด สามารถตรวจสอบราคาประเมินได้ที่ เว็บไซต์กรมธนารักษ์  http://property.treasury.go.th/pvmwebsite/

สัมมนานักบัญชีดอทคอม เกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง


2-3 ตุลาคม 2562 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กับการทำบัญชี รุ่น 4
โบว์ชัวร์ https://bit.ly/320daCc
จองออนไลน์ https://bit.ly/2FDy2Wi

Related posts: